ญี่ปุ่น
ประเทศญี่ปุ่น (ญี่ปุ่น: 日本 Nihon/Nippon นิฮง/นิปปง, ชื่ออย่างเป็นทางการ ญี่ปุ่น: 日本国 Nihon-koku/Nippon-koku นิฮงโกกุ/นิปปงโกกุ) เป็นรัฐเอกราชหมู่เกาะในเอเชียตะวันออกตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกนอกฝั่งตะวันออกของแผ่นดินใหญ่เอเชีย ทางตะวันตกติดกับคาบสมุทรเกาหลีและประเทศจีน โดยมีทะเลญี่ปุ่นกั้น ส่วนทางทิศเหนือติดกับประเทศรัสเซีย มีทะเลโอค็อตสค์เป็นเส้นแบ่งแดน
ความเป็นมาของญี่ปุ่นในอดีต
การวิจัยทางโบราณคดีระบุว่ามีมนุษย์อาศัยในญี่ปุ่นปัจจุบันครั้งแรกตั้งแต่ยุคหินเก่า การกล่าวถึงญี่ปุ่นเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกปรากฏในบันทึกของราชสำนักจีนตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 1 ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากจีนในหลายด้าน เช่นภาษา การปกครองและวัฒนธรรม แต่ขณะเดียวกันก็มีการปรับเปลี่ยนให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง จึงทำให้ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมที่โดดเด่นมาจนปัจจุบัน อีกหลายศตวรรษต่อมา ญี่ปุ่นก็รับเอาเทคโนโลยีตะวันตกและนำมาพัฒนาประเทศจนกลายเป็นประเทศที่ก้าวหน้าและมีอิทธิพลมากที่สุดในเอเชียตะวันออก หลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นก็มีการเปลี่ยนแปลงทางการปกครองโดยการใช้รัฐธรรมนูญใหม่ใน พ.ศ. 2490
ภูมิศาสตร์
ประเทศญี่ปุ่นมีเกาะรวม 6,852 เกาะ ทอดตามชายฝั่งแปซิฟิกของเอเชียตะวันออก ประเทศญี่ปุ่นรวมทุกเกาะตั้งอยู่ระหว่างละติจูด 24 องศา และ 46 องศาเหนือ และลองติจูด 122 องศา และ 146 องศาตะวันออก หมู่เกาะหลักไล่จากเหนือลงใต้ ได้แก่ ฮกไกโด ฮนชู ชิโกกุ และคีวชู หมู่เกาะรีวกีวรวมทั้งเกาะโอกินาวะเรียงกันอยู่ทางใต้ของคีวชู รวมกันมักเรียกว่า กลุ่มเกาะญี่ปุ่น
พื้นที่ประมาณร้อยละ 73 ของประเทศญี่ปุ่นเป็นป่าไม้ ภูเขาและไม่เหมาะกับการใช้ทางการเกษตร อุตสาหกรรม หรือการอยู่อาศัย ด้วยเหตุนี้ เขตอยู่อาศัยได้ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณชายฝั่งเป็นหลัก จึงมีความหนาแน่นของประชากรสูงมาก ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความหนาแน่นของประชากรสูงสุดของโลกประเทศหนึ่ง
เกาะต่าง ๆ ของประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ในเขตภูเขาไฟบนวงแหวนไฟแปซิฟิก รอยต่อสามโบะโซะ (Boso Triple Junction) นอกชายฝั่งญี่ปุ่นเป็นรอยต่อสามที่แผ่นอเมริกาเหนือ แผ่นแปซิฟิกและแผ่นทะเลฟิลิปปินบรรจบกัน ประเทศญี่ปุ่นเดิมติดกับชายฝั่งตะวันออกของทวีปยูเรเชีย แต่แผ่นเปลือกโลกที่มุดตัวลงดึงประเทศญี่ปุ่นไปทางตะวันออก เปิดทะเลญี่ปุ่นเมื่อประมาณ 15 ล้านปีก่อน
ประเทศญี่ปุ่นมีภูเขาไฟที่ยังมีพลังอยู่ 108 ลูก ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีภูเขาไฟใหม่เกิดขึ้นหลายลูก รวมทั้งโชวะ-ชินซันบนฮกไกโดและเมียวจิน-โชนอกหินบายองเนสในมหาสมุทรแปซิฟิก เกิดแผ่นดินไหวทำลายล้างซึ่งมักทำให้เกิดคลื่นสึนามิตามมาหลายครั้งทุกศตวรรษ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่คันโต พ.ศ. 2466 ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 140,000 คน แผ่นดินไหวใหญ่ล่าสุด ได้แก่ แผ่นดินไหวใหญ่ฮันชิง พ.ศ. 2538 และแผ่นดินไหวในโทโฮะกุ พ.ศ. 2554 ซึ่งมีขนาด 9.1 และทำให้เกิดคลื่นสึนามิขนาดใหญ่ ดัชนีความเสี่ยงโลกปี 2556 จัดให้ประเทศญี่ปุ่นมีความเสี่ยงภัยธรรมชาติสูงสุดอันดับที่ 15
ศาสนา
จากการสำรวจพบว่าคนญี่ปุ่นนับถือพุทธชินโตเยอะที่สุดเท่ากับผู้ที่ไม่มีศาสนาในญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นร้อยละ 51.8 ระบุว่าตนไม่มีศาสนา[121] ในอดีตศาสนาในญี่ปุ่นถูก ผสมผสานจนทำให้พิธีกรรมทางศาสนานั้นมีความหลากหลาย เช่นพ่อแม่พาลูกไปศาลเจ้าชินโตเพื่อทำพิธีชิจิ-โกะ-ซัน แต่งงานในโบสถ์คริสต์และฉลองในวันคริสต์มาส จัดงานศพแบบพุทธ และบูชาบรรพบุรุษแบบขงจื๊อ นอกจากนี้ ตั้งแต่ต้นพุทธศตววรษที่ 25 มีลัทธิต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายเช่น ศาสนาเทนริเกียว ลัทธิเทนริเกียว และลัทธิโอมชินริเกียว
ภาษา
ประชากรมากกว่าร้อยละ 95 ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาทางการ[122] ภาษาญี่ปุ่นมีวิธีการผันคำกริยาและคำศัพท์ที่แสดงถึงสถานะระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง ซึ่งแสดงถึงลักษณะสังคมที่มีระดับขั้นของญี่ปุ่น ภาษาพูดนั้นมีทั้งภาษากลางและสำเนียงของแต่ละท้องถิ่น เช่นสำเนียงคันไซ โรงเรียนทั้งของรัฐและเอกชนมักมีวิชาภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษเป็นวิชาบังคับ
วัฒนธรรม
วัฒนธรรมญี่ปุ่นมีวิวัฒนาการมายาวนานตั้งแต่วัฒนธรรมยุคโจมงซึ่งเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของประเทศ จนถึงวัฒนธรรมผสมผสานร่วมสมัยซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือศิลปะดั้งเดิมของญี่ปุ่นมีทั้งงานฝีมือ เช่น อิเกะบะนะ (การจัดดอกไม้) โอะริงะมิ อุกิโยะ-เอะ ตุ๊กตา เครื่องเคลือบ เครื่องปั้นดินเผา การแสดง เช่น คะบุกิ โน บุนระกุ ระกุโงะ และประเพณีต่าง ๆ เช่น การละเล่น พิธีชงชา ศิลปการต่อสู้ สถาปัตยกรรม การจัดสวน ดาบ และอาหาร การผสมผสานระหว่างภาพพิมพ์กับศิลปะตะวันตก นำไปสู่การสร้างสรรค์มังงะหรือหนังสือการ์ตูนของญี่ปุ่นที่เป็นที่นิยมทั้งในและนอกญี่ปุ่น แอนิเมชันที่ได้รับอิทธิพลมาจากมังงะเรียกว่า อะนิเมะ วงการเกมคอนโซลของญี่ปุ่นเจริญรุ่งเรืองอย่างมากตั้งแต่ พ.ศ. 2523
ดนตรี
ดนตรีญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมข้างเคียงเช่นจีนและคาบสมุทรเกาหลี รวมทั้งจากโอกินาวะและฮกไกโด ตั้งแต่โบราณ เครื่องดนตรีหลายชิ้น เช่น บิวะ โคะโตะ ถูกนำเข้ามาจากจีนตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 และชะมิเซ็งเป็นเครื่องดนตรีที่ดัดแปลงจากเครื่องดนตรีโอกินาวะซึ่งมีจุดเริ่มต้นที่กลางพุทธศตวรรษที่ 21 ญี่ปุ่นมีเพลงพื้นบ้านมากมาย เช่นเพลงที่ร้องระหว่างการเต้นบงโอะโดะริ เพลงกล่อมเด็ก ดนตรีตะวันตกเริ่มเข้ามาในต้นพุทธศตวรรษที่ 25 และถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม หลังสงคราม ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลทางด้านดนตรีสมัยใหม่จากอเมริกาและยุโรปเป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดการพัฒนาแนวดนตรีที่เรียกว่า เจ-ป็อปญี่ปุ่นมีนักดนตรีคลาสสิกที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายคน เช่น วาทยากร เซจิ โอะซะวะนักไวโอลิน มิโดะริ โกะโตนักเปียโน อาเอมิ โคบายาชิ เมื่อถึงช่วงสิ้นปี จะมีการเล่นคอนเสิร์ตซิมโฟนีหมายเลข 9 ของเบโทเฟนทั่วไปในญี่ปุ่น
วรรณกรรม
วรรณกรรมญี่ปุ่นชิ้นแรกได้แก่หนังสือประวัติศาสตร์ที่ชื่อ โคะจิกิ และ นิฮงโชะกิ และหนังสือบทกวีสมัยศตวรรษที่ 8 ที่ชื่อ มังโยชู ซึ่งเขียนด้วยภาษาจีนทั้งหมดในช่วงต้นของยุคเฮอัง มีการสร้างระบบการเขียนแทนเสียงที่เรียกว่า คะนะ (ฮิระงะนะ และ คะตะคะนะ) นิทานคนตัดไม้ไผ่ ถูกพิจารณาว่าเป็นงานที่เก่าแก่ที่สุดที่เขียนด้วยภาษาญี่ปุ่น ตำนานเก็นจิ ที่เขียนโดยมุระซะกิ ชิกิบุมักถูกเรียกว่าเป็นวรรณกรรมชิ้นแรกของโลก ระหว่างยุคเอะโดะ วรรณกรรมไม่อยู่ในความสนใจของซามูไรเท่ากับ โชนิน ชนชั้นประชาชนทั่วไป ตัวอย่างเช่น โยะมิฮง กลายเป็นที่นิยมและเผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งระหว่างนักอ่านกับนักเขียน ในสมัยเมจิ วรรณกรรมดั้งเดิมได้เสื่อมสลายลง ขณะที่วรรณกรรมญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากขึ้นโซเซะกิ นะสึเมะและโองะอิ โมริเป็นนักแต่งนิยายสมัยใหม่รุ่นแรกของญี่ปุ่น ตามมาด้วย ริวโนะซุเกะ อะคุตะกะวะ, ทะนิซะกิ จุนอิชิโระ, ยะซุนะริ คะวะบะตะ, มิชิมะ ยุกิโอะ และล่าสุด ฮะรุกิ มุระกะมิญี่ปุ่นมีนักเขียนที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม 2 คน ได้แก่ ยะซุนะริ คะวะบะตะ (พ.ศ. 2511) และ เค็นซะบุโร โอเอะ (พ.ศ. 2537)
หลังจากการปฏิรูปเมจิ กีฬาตะวันตกก็เริ่มเข้ามาในญี่ปุ่นและแพร่หลายไปทั่วประเทศด้วยระบบการศึกษาในญี่ปุ่น กีฬานับเป็นกิจกรรมยามว่างที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยพัฒนาวินัย การเคารพกฎกติกา และช่วยสั่งสมน้ำใจนักกีฬา ชาวญี่ปุ่นทุกวัยให้ความสนใจกับกีฬาทั้งในฐานะผู้ชมและผู้เล่น กีฬาที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น ได้แก่
- ซูโม่เป็นกีฬาประจำชาติของญี่ปุ่นที่มีประวัติอันยาวนาน และเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่น ศิลปะป้องกันตัวของญี่ปุ่น เช่น ยูโด คาราเต้และเคนโด้ ก็เป็นกีฬาที่มีผู้เล่นและผู้ชมมากเช่นเดียวกัน
- การแข่งขันเบสบอลอาชีพในญี่ปุ่นเริ่มต้นขึ้นใน พ.ศ. 2479มี 2 ลีก คือเซ็นทรัลลีกและแปซิฟิกลีก ในปัจจุบันเบสบอลเป็นกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดในประเทศ ในระหว่างฤดูกาลการแข่งขัน จะมีการถ่ายทอดการแข่งขันเกือบทุกคืนและมีอัตราผู้ชมรายการที่สูง นักเบสบอลญี่ปุ่นที่โด่งดังที่สุดคือ อิจิโร ซุซุกิ และ ฮิเดะกิ มะสึอิ
- ตั้งแต่มีการก่อตั้งลีกฟุตบอลอาชีพของญี่ปุ่น ใน พ.ศ. 2535 ฟุตบอลในประเทศญี่ปุ่นก็เป็นที่นิยมมากขึ้น ญี่ปุ่นเป็นสถานที่จัดฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ตั้งแต่ พ.ศ. 2524 ถึง พ.ศ. 2547 และเป็นเจ้าภาพร่วมกับเกาหลีใต้ในการแข่งฟุตบอลโลก 2002 ทีมฟุตบอลญี่ปุ่นเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดทีมหนึ่งในเอเชีย สามารถชนะเลิศเอเชียนคัพ 3 ครั้ง
อาหาร
ชาวญี่ปุ่นกินข้าวเป็นอาหารหลัก อาหารญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงได้แก่ซูชิ, เท็มปุระ, สุกียากี้, ยะกิโทะริ และ โซบะ เป็นต้นอาหารญี่ปุ่นหลายอย่างดัดแปลงจากอาหารต่างประเทศ เช่น ทงกะสึ, ราเม็งปลาดิบ และ แกงกะหรี่ญี่ปุ่น อาหารญี่ปุ่นได้รับความนิยมในต่างประเทศเพราะเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ จากการสำรวจพบว่าในปี 2006 มีร้านอาหารญี่ปุ่นมากกว่า 20,000 แห่งทั่วโลก
ชาวญี่ปุ่นมีความพิถีพิถันในการเลือกวัตถุดิบจึงทำให้มีอาหารประจำท้องถิ่นและอาหารประจำฤดู วัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์ในอาหารญี่ปุ่นคือถั่วเหลือง ซึ่งนำมาทำโชยุ, มิโซะ, เต้าหู้[156]ถั่วแดงซึ่งมักนำมาทำขนม และสาหร่ายชนิดต่าง ๆ เช่นคมบุ นอกจากนี้ ชาวญี่ปุ่นยังนิยมกินซะชิมิหรืออาหารทะเลดิบอีกด้วย
ชาในญี่ปุ่นมีหลายชนิดซึ่งแตกต่างไปตามกรรมวิธีการผลิตและส่วนผสม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่นคือเหล้าสาเก (หรือนิฮงชุ) ซึ่งผลิตโดยใช้วิธีหมักข้าว และโชชูซึ่งเป็นเหล้าที่เกิดจากการกลั่น
8 วัฒนธรรมอันดีงามของประเทศญี่ปุ่น
1.กิโมโน
เชื่อว่าหลายๆคนพอได้ยินว่า “กิโมโน” ก็จะต้องร้องว้าวกันแน่ๆ เพราะความสวยงามของลวดลายบนผืนผ้าสไตล์ญี่ปุ่นแบบนี้ ไม่อาจจะหาที่ใดได้เหมือน แถมยังทำขึ้นด้วยฝีมืออันประณีต ใครเห็นก็ตกตะลึงกันทั้งนั้น กิโมโนยังนิยมสวมใส่กันอยู่บ้างตามงานพิธีที่สำคัญ งานเทศกาล หรืองานฉลองแต่งงาน เป็นต้น บางบริษัทมีบริการให้นักท่องเที่ยวได้ใส่กิโมโน ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก และเดินเที่ยวชมเมือง ซึ่งการใส่กิโมโนจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากมาก และใช้เวลาใส่นานมาก
2. สวนญี่ปุ่น
สวนญี่ปุ่น ไม่ได้เป็นเพียงแค่สวยสวยๆธรรมดาเท่านั้นค่ะ เพราะสวนญี่ปุ่นนั้นจะได้รับการออกแบบตามหลักปรัชญาของศาสนาพุทธ สวนญี่ปุ่นจึงสะท้อนถึงความสงบในจิตใจ ของตกแต่ง อย่างก้อนหิน สะพานไม้ สระน้ำ และต้นไม้ต่างๆจะถูกจัดวางอย่างมีความหมาย และวางให้อยู่อย่างสมดุลกัน สวนญี่ปุ่นหลายแห่งยังมีส่วนประกอบอยู่หลากหลายจนอาจเรียกได้ว่าเป็นวัด หรือศาลเจ้าย่อมๆเลยทีเดียว
3.อาหาร
อาหารสไตล์ญี่ปุ่นแบบโบราณยังคงได้รับการสืบทอดให้คงอยู่ จากรุ่นต่อรุ่น โดยไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาหารของญี่ปุ่นนี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นอาหารที่ดีที่สุดในโลกทีเดียว ซึ่งเมนูที่สุดยอดที่สุด ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาดก็คือ “ซูชิ” หรือข้าวปั้นซึ่งมีปลา หรืออาหารทะเลอยู่ด้านบน ประเทศเกาะที่ล้อมรอบด้วยทะเลอย่างญี่ปุ่น ก็ไม่น่าแปลกใจหรอกค่ะว่าอาหารทะเลที่นี่จะสด และอร่อย แถมเมื่อได้ผ่านมือเชฟผู้จัดการปรุงข้าว และหั่นปลาดิบอย่างช่ำชองด้วยแล้ว...
4. พิธีชงชา
พิธีชงชาเป็นวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดอย่างหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น และเรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์หนึ่งของการท่องเที่ยวญี่ปุ่นเลยล่ะค่ะ พิธีชงชาเป็นพิธีที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง และเป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง นอกจากนั้นยังเป็นการแสดงความเคารพต่อแขกผู้มาเยี่ยมเยียนและทำให้ผู้คนได้มารวมตัวกัน ทั้งยังแฝงไปด้วยปรัชญาของศาสนาพุทธ นอกจากนั้น นักท่องเที่ยวที่ได้เข้าร่วมในพิธีชงชายังจะมีโอกาสได้ลิ้มรสชาเขียวชั้นดี ที่ชงแบบต้นตำรับแท้ๆอีกด้วย
5. การเขียนพู่กันญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นมีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการสร้างสรรค์ตัวอักษรที่สวยงาม โดยเฉพาะการเขียนตัวอักษรจากปลายพู่กัน ซึ่งต้องได้รับการฝึกฝน การฝึกฝนเขียนพู่กันนี้ เป็นหนึ่งในหนทางในการผ่อนคลาย และฝึกสมาธิ ไปพร้อมๆกับการสร้างสรรค์อีกด้วย ในการเดินทางไปญี่ปุ่น คุณเองก็สามารถฝึกเขียนพู่กันญี่ปุ่นเบื้องต้นด้วยตัวเอง โดยใช้พู่กันแบบญี่ปุ่น และหมึกสำหรับการเขียนพู่กัน ซึ่งมีขายทั่วไป หรือถ้าไม่ถนัด ซื้อไปเป็นของฝากก็แนะนำค่ะ
6. การแช่งซูโม่
การแข่งขันซูโม่ เรียกได้ว่าเป็นกีฬาประจำชาติของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนักท่องเที่ยวห้ามพลาดที่จะไปเที่ยวชมการแข่งขันดูสักครั้ง นอกจากการแข่งขันแล้ว นักท่องเที่ยวยังจะได้เห็นประเพณีอันหลากหลายของคนญี่ปุ่น อย่างการโรยเกลือไปที่วงแหวนของสนามแข่งขัน เพื่อเป็นการชำระล้างความชั่วร้าย ก่อนมีการแข่งขันอีกด้วย
7. เทศกาลชมดอกซากุระ
ถ้าหกาหคุณอยู่ในญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะต้องไม่พลาดเทศกาลชมดอกซากุระ ซึ่งเป็นเทศกาลที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดอย่างหนึ่งในโลกเลยทีเดียวเชียวค่ะ ทุกๆปีเมื่อซากุระบาน คนญี่ปุ่นก็จะออกมาสังสรรค์ นั่งปิกนิกกันใต้ต้นซากุระ เพื่อชื่นชมความสวยงามของเหล่าดอกไม้ ส่วนใหญ่แล้ว เทศกาลชมดอกซากุระจะจัดขึ้นทั่วทุกที่ในประเทศญี่ปุ่น
โดยเฉพาะที่โอกินาว่า หรือที่ปราสาทมัทสึยามะจะมีการจัดอย่างยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ
8. อิเคบานะอิเคบานะ หรือการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่โงดังไปทั่วโลก จุดมุ่งหมายของการจัดดอกไม้แบบอิเคบานะ คือการจัดสมดุลของดอกไม้เพื่อให้เกิดความงาม และสื่อถึงความสงบสุข ความสมดุล และการสื่อสารกับธรรมชาติ ซึ่งรากฐานของการจัดดอกไม้แบบนี้ก็คือศาสนาพุทธเช่นกัน
ศาสนาพุทธในประเทศญี่ปุ่น
|
|
พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นโดยผ่านเกาหลี ในหนังสือประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นชื่อ นิฮงโชคิ (ญี่ปุ่น: 日本書紀(にほんしょき) Nihon Shoki) ได้บันทึกไว้ว่า วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 1095 (ในยุคอาซึกะ) เป็นปีที่ 13 ของรัชกาลจักรพรรดิคินเม จักรพรรดิองค์ที่ 29 พระพุทธศาสนาได้เข้าสู่ญี่ปุ่น โดยพระเจ้าซองกษัตริย์อาณาจักรแพคเจส่งราชทูตมายังราชสำนักจักรพรรดิคินเม พร้อมด้วยพระพุทธรูป ธง คัมภีร์พุทธธรรม และพระราชสาสน์แสดงพระราชประสงค์ที่จะขอให้จักรพรรดิคินเมรับนับถือพระพุทธศาสนา จักรพรรดิคินเมทรงรับด้วยความพอพระทัย
แม้จักมีการนับถือศาสนาพุทธในหมู่ชาวญี่ปุ่นอยู่ก่อนแล้ว โดยรับจากอินเดียผ่านจีนเข้ามายังญี่ปุ่นที่มีผู้นำมาถ่ายทอดจากแผ่นดินใหญ่ในช่วงก่อนต้นพุทธศตวรรษที่ 10 เพียงแต่ครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นของพระพุทธศาสนาในญี่ปุ่นอย่างเป็นหลักเป็นฐานที่ชัดเจนอยู่ในบันทึกนิฮงโชคิพงศาวดารญี่ปุ่นซึ่งเขียนโดยอาลักษณ์
พระพุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานในวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นมาร่วมสหัสวรรษ และในพันปีกว่านี้ชาวญี่ปุ่นยังได้เชื่อมโยงความเชื่อของพุทธศาสนาบางส่วนเข้าผสมผสานกับปรัชญาหลักคำสอนของศาสนาชินโตพื้นบ้าน เช่น ความเชื่อในเรื่องของพระโพธิสัตว์และทวยเทพในศาสนาพุทธ ซึ่งได้ผนวกเป็นเทพเจ้าที่ได้รับการเคารพนับถือในศาสนาชินโต ความเชื่อมโยงนี้ซึมซับจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของแกนรากทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นมาเนิ่นนานหลายศตวรรษ
พุทธศาสนาเริ่มรุ่งเรืองในญี่ปุ่น
พระพุทธศาสนาได้เจริญขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ในสมัยจักรพรรดิคินเมเป็นอย่างมากแต่ที่ปรึกษาฝ่ายทหารและฝ่ายชินโตในยุคนั้นไม่เห็นด้วยกับองค์จักรพรรดิคินเม ฝ่ายไม่เห็นชอบพยายามขัดขวางการเผยแพร่ศาสตร์ทางพุทธเป็นสาเหตุสำคัญที่พุทธศาสนาไม่เผยแผ่กว้างขวางไปในทุกหมู่ชนชั้น และภายหลังที่พระองค์สิ้นพระชนม์แล้วจักรพรรดิองค์ต่อ ๆ มาก็มิได้ใส่พระทัยในพระพุทธศาสนาปล่อยให้พระพุทธศาสนาเสื่อมโทรมลง
กลางพุทธศตวรรษที่ 12 รัชสมัยจักรพรรดิโยเม จักรพรรดิองค์ที่ 31 ได้ทรงโปรดให้สร้างพระพุทธรูป ยากุชิเนียวไร หรือ พระไภษัชยคุรุ (ญี่ปุ่น: 薬師如来 Yakushi Nyorai , バイシャジヤグル Bhaisajyaguru)) ต่อมารัชสมัยจักรพรรดิองค์ที่ 33 จักรพรรดินีซุอิโกะ ทรงได้ตราพระราชเสาวนีย์เกี่ยวกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยให้ยึดถือเป็นนโยบายของราชอาณาจักร ประกอบกับขณะนั้นเจ้าชายโชโตกุผู้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ได้พิจารณาเห็นว่าพุทธศาสนาเป็นแหล่งความคิดที่ก่อให้เกิดปัญญา พระองค์ได้ส่งเสริมฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในทุกวิถีทาง เมื่อ พ.ศ. 1135 เจ้าชายพระองค์นี้เองที่ได้วางรากฐานการปกครองประเทศญี่ปุ่นและสร้างสรรค์วัฒนธรรมพร้อมทรงเชิดชูพระพุทธศาสนา ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 1177 พระองค์ได้ประกาศพระราชโองการเชิดชูพระรัตนตรัย พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองอย่างมั่นคงในญี่ปุ่น ประชาชนญี่ปุ่นรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ข้าราชการทหารและพลเรือนทั้งปวงต่างแข่งขันกันสร้างวัดในพระพุทธศาสนาและสำนักปฏิบัติธรรมเป็นอันมาก ยุคสมัยนี้ได้ชื่อว่า ยุคโฮโก คือยุคที่สัทธรรมไพโรจน์ จากการที่เจ้าชายโชโตกุได้ทรงประกาศ ธรรมนูญ 17 มาตรา ซึ่งเป็นธรรมนูญที่ประกาศหลักสามัคคีธรรมของสังคม ในงานด้านศาสนาและพระคัมภีร์แม้แต่ตัวเจ้าชายเองก็ได้ทรงงานเกี่ยวกับพระสูตรเขียนอรรถกถาอธิบายไว้ 3 เล่มด้วย นอกจากนี้เจ้าชายทรงได้ส่งคณะทูตและเหล่านักศึกษาไปยังจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อศึกษาค้นคว้าหลักธรรมของพระพุทธศาสนากับวัฒนธรรมอื่น ๆ เพื่อยังประโยชน์ที่จะนำมาปรับปรุงราชอาณาจักรต่อไป
ส่วนงานสร้างจากรัชกาลก่อนด้วยพระประสงค์ของจักรพรรดิโยเม พระพุทธรูปยากุชิเนียวไรสร้างแล้วเสร็จหลังจากที่ทรงสวรรคตไป 20 ปี ภายในยุคสมัยของเจ้าชายโชโตกุผู้เป็นพระราชโอรสได้ทรงอัญเชิญองค์พระไปประดิษฐานอยู่ใน โฮริวจิ วัดแห่งนี้ได้สร้างขึ้นตามพระบัญชาของเจ้าชายและเพื่อเทิดพระเกียรติยศอุทิศแก่พระราชบิดาของพระองค์
ความเสื่อมและย่างก้าวของพุทธศาสตร์ในญี่ปุ่น[แก้]
ในสมัยที่ได้มีการติดต่อทางวัฒนธรรมนำเอาพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนาและอรรถกถาต่าง ๆ เข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น เจ้าชายโชโตกุสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 1165 บรรดาประชาชนทั้งปวงมีความเศร้าโศกเป็นอันมาก จึงได้ร่วมกันสร้างพระพุทธรูปขนาดเท่าพระองค์ขึ้น 1 องค์ องค์ประดิษฐานไว้เป็นอนุสรณ์ที่วัดโฮริว หลังจากนั้นมาพระพุทธศาสนาก็ถูกแบ่งออกเป็นหลายนิกาย เป็นการคล้ายกับว่าพระพุทธศาสนาได้ถูกหยุดชะงักเพราะนโยบายการปกครองประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคของการเปลี่ยนผู้นำ ด้วยพระนักบวชเป็นที่เคารพอย่างสูงจากทั้งชาวบ้านขุนนางโดยไม่เว้นแม้แต่ระดับผู้นำอย่างราชวงศ์จักรพรรติและโชกุน แต่ภาระหน้าที่ของพระสงฆ์นักบวชแต่โบราณกาลนอกจากเทศน์แก่สาธุชนช่วยเหลือผู้พอเหมาะสมพอควรอันอยู่ในทางที่พอช่วยได้แล้ว เดิมยังได้มีบทบาทในทางสังคมเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ที่ปรึกษาปัญหาทางโลก ปัญหาทางธรรม ไปจนถึงการมีส่วนร่วมชี้นำการปกครองบ้างบางครั้งในคราวจำเป็น นักบวชพระสงฆ์เองผู้ซึ่งปฏิบัติธรรมย่อมตระหนักดีในเท็จจริงของโลกนี้ว่าการมุ่งไปสู่จุดหมายสูงสุดของสายทางบำเพ็ญเพียรจำเป็นต้องพิจารณาสรรพสิ่งความเป็นไปอย่างยิ่งจิตใจและธาตุสี่แห่งกายสังขารตน[4]ซึ่งยังคงพึ่งอิงอาศัยอยู่บนโลก อีกด้านของยุคต่าง ๆ สมัยที่บ้านเมืองต้องอยู่กับสงครามความวุ่นวายปั่นป่วน นักบวชพุทธมหายานในญี่ปุ่นเองนั้นก็ยังมีพระนักบวชซึ่งฝึกฝนเก่งกาจวิชาการต่อสู้เป็นพระนักรบ(ญี่ปุ่น: 僧兵(そうへい) Sōhei "โซเฮ")[8][9]ซึ่งเริ่มมีมาตั้งแต่ยุคสมัยเฮอัน และกองกำลังกองทัพพระนักรบนั้นเป็นที่ยอมรับได้รับการยำเกรง
ความที่ผู้ที่เป็นพระสงฆ์นักบวชมีจุดยืนอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับความเคารพนับถือเป็นที่รวมความเคารพเชื่อถืออย่างสูง อำนาจของการเป็นพระนักบวชในพระศาสนาสามารถทำได้แม้แต่การจะชี้นำหรือแทรกแซงเปลี่ยนแปลงกระแสทิศทางในการปกครองมาแล้วหลายครั้งในหน้าประวัติศาสตร์แม้นักบวชในศาสนาพุทธในญี่ปุ่นโดยปกติจะถือคติไม่เข้าไปยุ่งการเมืองหรือสงครามหากไม่โดนระรานขัดขวางหนทางก่อนแต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความน่าหวั่นเกรงนี้เองจึงถูกกดดันบีบบังคับทั้งทางตรงทางอ้อมจากชนชั้นปกครองญี่ปุ่น ลดทอนอำนาจจำกัดบทบาทของบุคคลสายนักบวช และพระนักบวชในศาสนาพุทธของญี่ปุ่นสมัยหลัง ๆ จำเป็นต้องหาเลี้ยงชีพตนเองหาค่าบำรุงในการดูแลวัดและผจญกับความลำบากกับการต้องพยายามธำรงรักษาพุทธศาสนาให้มีคงอยู่สืบสานต่อไปในญี่ปุ่นได้
ทว่าจากหลากหลายนิกายที่แบ่งออกมาจากนิกายหลัก ได้ทำให้ การถือบวชของนักบวชในศาสนาพุทธในญี่ปุ่นแตกแขนงออกเป็น 2 กลุ่ม 1.ถือบวชในรูปแบบที่เคร่งครัดต่อพระธรรมวินัย 2. ถือบวชโดยที่เป็นผู้อยู่ครองเรือนไม่ต่างจากฆราวาส เหตุที่นักบวชในศาสนาพุทธในญี่ปุ่นส่วนหนึ่งแต่งงานมีภรรยาได้สืบเนื่องมาจากนักปราชญ์สำคัญแห่งนิกายโจโด นักบวชโซนินชินรัน (พ.ศ. 1716 - พ.ศ. 1805) เป็นคนริเริ่มแรกที่นำเสนอว่าพระและวัดไม่สำคัญ ด้วยหลักคิดของนิกายโจโดเอง อีกทั้งตัวนักบวชโซนินชินรันมีภรรยา แต่ยังคงถือว่าตนเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนาหากอยู่ร่วมกับผู้เป็นฆราวาส และตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบทอดทางสายตระกูล ภายแรกเรื่องเช่นแนวทางนี้เป็นการลับ[14] โซนินชินรันเป็นสาวกของโฮเน็น เป็นผู้ก่อตั้งนิกายโจโดซินชู(สุขาวดีที่แท้) ได้ย้ำว่าพระพุทธองค์นั้นได้เตรียมสวรรค์ไว้ให้แก่ผู้มีใจกุศลและลงโทษผู้มีใจอกุศล สิ่งที่จำเป็นสำหรับการที่จะได้มาซึ่งการช่วยเหลือให้พ้นทุกข์ก็คือการมีความเชื่อมั่นศรัทธา ถ้อยคำสอนของท่านนักบวชทั้งสองเป็นที่เข้าใจง่ายจึงได้รับความศรัทธาจากประชาชนชาวญี่ปุ่นตั้งแต่นั้นมา
แล้วเมื่อถึงยุคเมจิแนวคิดนี้ได้รับการสานต่ออย่างแพร่หลาย และส่วนหนึ่งจำยอม เมื่อองค์พระจักรพรรดิผู้นำผู้เป็นประมุขของประเทศสมัยนั้นต้องการให้พระนักบวชทุกนิกายล้มเลิกการถือพรหมจรรย์ ผู้นำของประเทศมีนโยบายล้มล้างพระพุทธศาสนาความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในญี่ปุ่นก็ยิ่งถูกสั่นคลอนอำนาจทางสังคมลดบทบาทลงไปอีก ลัทธิชินโตที่เดิมเป็นศาสนาความเชื่อดั้งเดิมของดินแดนหมู่เกาะญี่ปุ่นได้รับการนำกลับมาเชิดชูให้รับการนิยมแทนพระพุทธศาสนาซึ่งถูกกะเกณฑ์ให้ยกเลิกไปจากราชสำนักของพระจักรพรรดิสมัยนั้น นโยบายนี้เป็นนโยบายทางการเมืองที่ใช้เป็นวิธีการเรียกรวมความเชื่อเชิดชูธงชินโตเดิมขึ้นมาใช้แก้เกมหลังจากล้มรัฐบาลโชกุนลงได้ แต่แล้วผลที่เกิดขึ้นจากการที่ญี่ปุ่นไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้บทบาทความเป็นศาสนาชินโตถูกลดลงเป็นลัทธิ[15] วัฒนธรรมตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาในญี่ปุ่น การศึกษาเจริญมากขึ้น พระพุทธศาสนาถูกยกขึ้นมาในแง่ของวิชาการ พระสงฆ์เริ่มงานการศึกษาและวิจัยอย่างจริงจังกว้างขวางตามวิธีสมัยใหม่ ส่วนหน้าที่ในการประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์นั้น พระสงฆ์แต่ละนิกายก็ยังคงจัดพิธีกรรมเป็นประเพณีตามนิกายของตน
นิกายของพุทธศาสนา
ในปัจจุบันชาวญี่ปุ่นนับถือพระพุทธศาสนาควบคู่ไปกับชินโต พระพุทธศาสนาแบ่งออกเป็นหลายนิกาย นิกายที่สำคัญ มีดังนี้
- นิกายเทนได (เทียนไท้)
- พระไซโจ (เด็งกะโยไดชิ) เป็นผู้ตั้ง มีหลักคำสอนเป็นหลักธรรมชั้นสูง ส่งเสริมให้บูชาพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันและพระโพธิสัตว์
- พระกุไก หรือโกโบไดชิ เป็นผู้ตั้งในเวลาใกล้เคียงกับนิกายเทนได มีหลักคำสอนตามนิกายตันตระ หรือ วัชรยาน สอนให้คนบรรลุโพธิญาณด้วยการสวดมนต์อ้อนวอน ถือคัมภีร์มหาไวโรจนสูตรเป็นสำคัญ
- นิกายโจโด (สุขาวดี)
- โฮเนน เป็นผู้ตั้งเมื่อ พ.ศ. 1718 นิกายนี้สอนว่า สุขาวดีเป็นแดนอมตสุขผู้จะไปถึงได้ด้วยออกพระนามพระอมิตาภพุทธะ นิกายนี้มีนิกายย่อยอีกมาก เช่น โจโดชิน (สุขาวดีแท้) ตั้งโดยชินแรน มีคติว่า ฮิโชฮิโชกุ ไม่มีพระไม่มีฆราวาส ทำให้พระในนิกายนี้มีภรรยาได้ฉันเนื้อได้ มีความเป็นอยู่คล้ายฆราวาส
- นิกายเซน (ธยาน หรือ ฌาน)
- นิกายนี้ถือว่า ทุกคนมีธาตุพุทธะอยู่ในตัว ทำอย่างไรจึงจะให้ธาตุพุทธะนี้ปรากฏออกมาได้ โดยความสามารถของตัวเอง สอนให้ดำเนินชีวิตอย่างง่าย ให้เข้าถึงโพธิญาณอย่างฉับพลัน นิกายนี้คนชั้นสูง และพวกนักรบนิยมมาก เป็นต้นกำเนิดของลัทธิบูชิโด นับถือพระโพธิธรรมผู้เผยแพร่ในประเทศจีน
- พระนิชิเรนไดโชนิน เป็นผู้ตั้ง นับถือสัทธรรมปุณฑริกสูตรอย่างเดียว โดยภาวนาว่า นัม เมียว โฮ เร็ง เง เคียว (นโม สทฺธมฺมปุณฺฑริก สุตฺตสฺส ขอนอบน้อมแด่ สัทธรรม ปุณฑริกสูตร) เมื่อเปล่งคำนี้ออกมาด้วยความรู้สึกว่ามีตัวธาตุพุทธะอยู่ในใจ ก็บรรลุพุทธภาวะได้ ปัจจุบันมีนิกายนิชิเรนโชชูเป็นนิกายที่สืบทอดมาโดยตรง และมีนิกายแตกย่อยมาอีก โดยมีกลุ่มสมาคมสร้างคุณค่า หรือ สมาคมโซคา ที่ไม่อยู่สังกัดนิกายใด มีสมาชิกมากกว่า12ล้านครอบครัวใน192ประเทศเขตแคว้น
ตัวอักษร
มี 4 ลักษณะ คือ ฮิรางานะ คะตะคะนะ คันจิ และ โรมันจิ เราจำแนกตัวอักษรญี่ปุ่นออกเป็นสองจำพวก คือ กลุ่มตัวอักษรที่ใช้แทนเสียง ซี่งได้แก่ ฮิระงะนะและคะตะคะนะ กับกลุ่มตัวอักษรที่แสดงความหมายที่เรียกว่า คันจิ โดยใช้ร่วมกับตัวเลขอารบิก และตัวอักษรโรมัน ซึ่งจะมีความหลากหลายมากกว่าภาษาที่ใช้ในประเทศใกล้เคียง เช่น ภาษาจีนซึ่งใช้ตัวอักษรจีนเป็นหลัก ส่วนภาษาเกาหลีก็จะใช้อักษรฮันกึลเป็นหลัก
เนื่องจากตัวคันจิซึ่งญี่ปุ่นรับมาจากภาษาจีนมีจำนวนมาก บางครั้งมีการใช้ตัวอักษรที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ กระทรวงศึกษาธิการของรัฐบาลจึงได้กำหนดมาตรฐานของตัวคันจิ ซึ่งเรียกว่า โจโยคันจิ ประกอบด้วยตัวอักษร 2,136 ตัว เป็นตัวคันจิที่คนญี่ปุ่นทั่วไปทราบกันดี โดยไม่จำเป็นต้องเขียนคำอ่านกำกับ
ระบบเสียง
โมระ (Mora)
ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่นิยมยกขึ้นมาเป็นตัวแทนของภาษาที่มีโมระ (mora) โดยพยางค์ที่มีเสียงยาวหรือเสียง /ɴ/ จะนับเป็น 2 โมระ ปกติแล้วแต่ละโมระจะออกเสียงยาวเท่า ๆ กัน เช่น คำว่า ヨーロッパ」 (/joRɾoQpa/) มีทั้งหมด 5 โมระ
ตารางโมระในภาษาญี่ปุ่น
ตารางด้านล่างนี้แสดงโมระในภาษาญี่ปุ่น โดยไม่รวมเสียงพิเศษที่ใช้กับภาษาต่างประเทศเท่านั้น
| -a | -i | -u | -e | -o | -ja | -ju | -jo | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| '- | あ
a
| い
i
| う
ɯ
| え
e
| お
o
| や
ja
| ゆ
jɯ
| よ
jo
|
| k- | か
ka
| き
kʲi
| く
kɯ
| け
ke
| こ
ko
| きゃ
kʲa
| きゅ
kʲɯ
| きょ
kʲo
|
| g- | が
ga
| ぎ
gʲi
| ぐ
gɯ
| げ
ge
| ご
go
| ぎゃ
gʲa
| ぎゅ
gʲɯ
| ぎょ
gʲo
|
| ŋ- | か゚
ŋa
| き゚
ŋʲi
| く゚
ŋɯ
| け゚
ŋe
| こ゚
ŋo
| き゚ゃ
ŋʲa
| き゚ゅ
ŋʲɯ
| き゚ょ
ŋʲo
|
| s- | さ
sa
| し
ɕi
| す
sɯ
| せ
se
| そ
so
| しゃ
ɕa
| しゅ
ɕɯ
| しょ
ɕo
|
| z- | ざ
d͡za
| じ
d͡ʑi
| ず
d͡zɯ
| ぜ
d͡ze
| ぞ
d͡zo
| じゃ
d͡ʑa
| じゅ
d͡ʑɯ
| じょ
d͡ʑo
|
| t- | た
ta
| ち
t͡ɕi
| つ
t͡sɯ
| て
te
| と
to
| ちゃ
t͡ɕa
| ちゅ
t͡ɕɯ
| ちょ
t͡ɕo
|
| d- | だ
da
| で
de
| ど
do
| |||||
| n- | な
na
| に
ɲi
| ぬ
nɯ
| ね
ne
| の
no
| にゃ
ɲa
| にゅ
ɲɯ
| にょ
ɲo
|
| h- | は
ha
| ひ
çi
| ふ
ɸɯ
| へ
he
| ほ
ho
| ひゃ
ça
| ひゅ
çɯ
| ひょ
ço
|
| p- | ぱ
pa
| ぴ
pʲi
| ぷ
pɯ
| ぺ
pe
| ぽ
po
| ぴゃ
pʲa
| ぴゅ
pʲɯ
| ぴょ
pʲo
|
| b- | ば
ba
| び
bʲi
| ぶ
bɯ
| べ
be
| ぼ
bo
| びゃ
bʲa
| びゅ
bʲɯ
| びょ
bʲo
|
| m- | ま
ma
| み
mʲi
| む
mɯ
| め
me
| も
mo
| みゃ
mʲa
| みゅ
mʲɯ
| みょ
mʲo
|
| r- | ら
ɾa
| り
ɾʲi
| る
ɾɯ
| れ
ɾe
| ろ
ɾo
| りゃ
ɾʲa
| りゅ
ɾʲɯ
| りょ
ɾʲo
|
| w- | わ
ɰa
|
| โมระพิเศษ | ɴ | ん |
|---|---|---|
| Q | っ | |
| R | ー |
- ตารางด้านบนเป็นวิธีการนับโดยทั่วไป แต่จำนวนอาจจะแตกต่างกันไปบ้างตามแต่นักวิชาการแต่ละคน เช่น ฮะรุฮิโกะ คินดะอิชิ เห็นว่านอกเหนือจากตารางนี้แล้ว ในภาษาญี่ปุ่นมีเสียง 「を /ɰo/」 และเสียง 「てぃ /ti/」 ด้วย
การ์ตูนญี่ปุ่น
การ์ตูนญี่ปุ่น เป็นคำที่ใช้เรียก หนังสือการ์ตูน หรือภาพยนตร์การ์ตูนที่มาจากประเทศญี่ปุ่น ลักษณะของการ์ตูนญี่ปุ่น ตัวละครในเนื้อเรื่องจะมีลักษณะเฉพาะตัว และเนื้อเรื่องที่แตกต่างกัน โดยส่วนมากแล้ว ภาพของคนและสัตว์ที่ปรากฏในการ์ตูนญี่ปุ่นมักจะมีสัดส่วนผิดเพี้ยนไปจากความจริง เช่นมีทรวดทรงที่เล็ก-ใหญ่กว่าปกติ หรือดวงตาที่โตกว่าปกติ แตกต่างจากการ์ตูนฝั่งตะวันตกที่มักจะเขียนภาพคนและสัตว์ออกมาในลักษณะเหมือนจริง ในภาษาญี่ปุ่นและหลายประเทศที่รับเอาวัฒนธรรมการ์ตูนญี่ปุ่นเข้าไปจะเรียกหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นเป็นศัพท์เฉพาะว่า มังงะ (ญี่ปุ่น: 漫画 manga) และเรียกภาพยนตร์การ์ตูนจากญี่ปุ่นว่า อะนิเมะ (ญี่ปุ่น: アニメ anime) (ตัดทอนมาจากคำว่า Animation ในภาษาอังกฤษ)
การ์ตูนญี่ปุ่นในประเทศอื่น ๆ
ประเทศไทย
การ์ตูนญี่ปุ่นยุคแรก ได้เข้ามาประเทศไทยประมาณช่วงปี พ.ศ. 2508-2525 การ์ตูนเรื่องแรกที่นำเข้ามาฉายครั้งแรก คือ เรื่องเจ้าหนูลมกรด ในปี 2508 ทางช่อง 4 บางขุนพรหม เรื่องที่ได้รับความนิยมในช่วงต้นได้แก่ หน้ากากเสือ เจ้าหนูอะตอม (ในสมัยนั้นใช้ชื่อว่า เจ้าหนูปรมาณู) ส่วนหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นเริ่มเข้ามาตั้งแต่ ปี 2514 และสนพ.ต่าง ๆ เริ่มให้สนใจพิมพ์การ์ตูนญี่ปุ่นจำหน่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงปี 2520 - 2525 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงยุคทองของนักอ่านการ์ตูน มีเรื่องที่โด่งดังที่สุด คือ โดราเอมอน เและต่อจากนั้นการ์ตูนญี่ปุ่นมากมายก็เดินแถวเข้าประเทศไทยอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
การ์ตูนที่เป็นที่รู้จักในยุคนั้น ได้แก่ รินที่รัก แคนดี้ คอบร้า คำสาปฟาโรห์ กุหลาบแวร์ซายส์ โดราเอมอน นินจาฮาโตริ ผีน้อยคิวทาโร่ ดร.สลัมป์กับหนูน้อยอาราเล่ คินิคุแมน เซนต์เซย่า กันดั้ม มาครอส ดราก้อนบอล ทั้งในรูปแบบของหนังสือการ์ตูนและภาพยนตร์การ์ตูน โดยช่อง 9 นำมาฉายเป็นประจำในช่วงตอนเช้าวันเสาร์และวันอาทิตย์ รวมถึงวันหยุดราชการที่สำคัญ และต่อมาช่องต่าง ๆ ได้นำการ์ตูนญี่ปุ่นมาฉาย เช่น ช่อง 3 เรื่องที่นำมาฉายได้แก่ ชินจัง ฮิคารุเซียนโกะ Yu-Gi-Ohเกมกลคนอัจฉริยะ เป็นต้น ช่อง 5 เรื่องที่นำมาฉายได้แก่ เมก้าแมน เป็นต้น ช่อง TITV เรื่องที่นำมาฉายได้แก่ วันพีช เคโรโระ ขบวนการอ๊บอ๊บป่วนโลก แอร์เกียร์ ขาคู่ทะลุฟ้า ปริ๊นซ์ ออฟ เทนนิส เป็นต้น
รายชื่อแหล่งมรดกโลกในเอเชียตะวันออก
- 2561/2018 – ฟานจิงซาน
ญี่ปุ่น
- 2536/1993 – พุทธสถานในพื้นที่โฮรีว-จิ
- 2536/1993 – ฮิเมะจิ-โจ
- 2536/1993 – ชิระกะมิ-ซันจิ
- 2536/1993 – ยะกุชิมะ
- 2537/1994 – โบราณสถานแห่งเคียวโตะโบราณ (นครเคียวโตะ, อุจิ และโอสึ)
- 2538/1995 – หมู่บ้านทางประวัติศาสตร์แห่งชิระงะวะโงและโกะกะยะมะ
- 2539/1996 – อนุสรณ์สันติภาพฮิโระชิมะ (โดมเก็มบะกุ)
- 2539/1996 – ศาลเจ้าชินโตแห่งอิสึกุชิมะ
- 2541/1998 – โบราณสถานแห่งนะระโบราณ
- 2542/1999 – ศาลเจ้าและวัดแห่งนิกโก
- 2543/2000 – แหล่งกุซุกุและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องของอาณาจักรรีวกีว
- 2547/2004 – แหล่งศักดิ์สิทธิ์และเส้นทางจาริกแสวงบุญในทิวเขาคิอิ
- 2548/2005 – ชิเระโตะโกะ
- 2550/2007 – เหมืองเงินอิวะมิและภูมิทัศน์วัฒนธรรม
- 2554/2011 – ฮิระอิซุมิ วัด สวน และแหล่งโบราณคดีต่าง ๆ ที่แสดงลักษณะของนิกายสุขาวดีในพระพุทธศาสนา
- 2554/2011 – หมู่เกาะโอะงะซะวะระ
- 2556/2013 – ฟุจิซัง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแหล่งที่มาของความบันดาลใจทางศิลปะ
- 2557/2014 – โรงงานทอผ้าโทะมิโอะกะและสถานที่ที่เกี่ยวข้อง
- 2558/2015 – แหล่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมจิของญี่ปุ่น : อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า การต่อเรือ และเหมืองถ่านหิน
- 2559/2016 – งานสถาปัตยกรรมของเลอกอร์บูซีเย คุณูปการอันโดดเด่นต่อขบวนการสมัยใหม่ (ร่วมกับเบลเยียม ฝรั่งเศส เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ อาร์เจนตินา และอินเดีย)
- 2560/2017 – เกาะศักดิ์สิทธิ์โอะกิโนะชิมะและสถานที่ที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคมุนะกะตะ
- 2561/2018 – แหล่งคริสเตียนลับในภูมิภาคนางาซากิ











